ช่องว่างและความขัดแย้งระหว่างชั่วคน

KANDA

ช่องว่างและความขัดแย้งระหว่างชั่วคน

โดย ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร   

*********************

บางคนบอกว่า ความขัดแย้งและช่องว่างระหว่างวัยเป็นเรื่องปกติของสังคมสมัยใหม่ เพราะสังคมสมัยใหม่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ที่เปลี่ยนแปลงเร็วก็เพราะสังคมสมัยใหม่มีทัศนคติที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง โดยเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงคือความก้าวหน้า ส่วนสังคมโบราณจะมีวิธีคิดที่เห็นว่าของที่มีอยู่นั้นดีแล้ว การเปลี่ยนแปลงคือความตกต่ำจากคุณค่าเดิมที่ดี จึงไม่นิยมการเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลงทัศนคติวิธีคิดต่อ “การเปลี่ยนแปลง” ที่ว่านี้เกิดขึ้นในยุโรปในช่วงศตวรรษที่สิบเจ็ดอันนำมาสู่ประเด็นข้อถกเถียงที่นักประวัติศาสตร์ยุโรปเรียกว่า “วิวาทะระหว่างผู้นิยมที่ภูมิปัญญาโบราณกับผู้ที่นิยมภูมิปัญญาสมัยใหม่”  (querelle des Anciens et des Modernes หรือ the Quarrel between the Ancients and the Moderns)

การถกเถียงที่ว่านี้เกิดจากการค้นพบความรู้ใหม่ๆที่พิสูจน์ให้เห็นว่าความรู้เดิมที่เชื่อถือกันอยู่นั้นเป็นความรู้ที่ผิด  การค้นพบความรู้ใหม่ๆที่ว่านี้เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่การที่โคลัมบัสเดินเรือเพื่อหาเส้นทางใหม่ไปสู่ดินแดนที่เรียกว่า “the Indies” อันหมายถึงดินแดนบริเวณเอเชียใต้และตะวันออกเฉียงใต้ และเมื่อเขาเดินเรือไปขึ้นฝั่งที่ดินแดนแถวอเมริกากลาง โคลัมบัสก็เข้าใจไปว่าเขาเดินมาทางถึง the Indies และเมื่อเขาเดินทางกลับมายุโรปได้อย่างปลอดภัย และเข้าใจไปว่าหาเส้นทางใหม่ไป the Indies ได้แล้ว ก็ทำให้ผู้คนเริ่มตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความรู้ทางภูมิศาสตร์เดิมที่เชื่อว่า แล่นเรือไปไกลจะตกทะเลตายและความเชื่อที่ว่าโลกแบน

และต่อมา หลังจากกาลิเลโอค้นพบความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องกฎแรงโน้มถ่วงและพิสุจน์ว่าโลกกลม และโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล  แต่ภูมิปัญญาก่อนหน้านี้ เชื่อว่า การตกหรือการเคลื่อนไหวของวัตถุเป็นไปตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าหรือไม่ก็เชื่อตามคำอธิบายการเคลื่อนไหวของวัตถุที่อริสโตเติลว่าไว้ ซึ่งกาลิเลโอก็พิสูจน์ว่าเป็นความรู้ที่ผิด

นอกจากการค้นพบของโคลัมบัสและกาลิเลโอแล้ว ก็ยังมีการค้นพบต่างๆอีกหลายเรื่อง เมื่อรวมๆกันแล้วก็กลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญให้คนเริ่มตั้งข้อสงสัยในภูมิปัญญาที่ดำรงอยู่ แต่เริ่มหันไปสนใจการค้นหาความรู้ใหม่ๆ จนกลายเป็น “วิวาทะ” อย่างที่กล่าวไปข้างต้น และในที่สุด ฝ่ายที่นิยมภูมิปัญญาใหม่ๆก็ได้ชัยชนะต่อพวกที่เชื่อความรู้เดิม  นำมาซึ่งการเปลี่ยนโลกทัศน์ครั้งใหญ่ของชาวยุโรปที่เปลี่ยนไปเป็นนิยมหาความรู้ใหม่ๆและเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงน่าจะนำมาซึ่งความก้าวหน้าของมนุษยชาติ และเมื่อชาวยุโรปส่งออกความรู้ภูมิปัญญาใหม่ๆที่ตนค้นพบไปยังดินแดนอื่นๆ ก็นำไปสู่ทั้งความขัดแย้งต่อต้านภูมิปัญญายุโรปและก็มีส่วนที่ยอมรับด้วยเช่นกัน  และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงให้เป็นสมัยใหม่ตามยุโรป

โคลัมบัส

กาลิเลโอ

สังคมไทยเราก็เข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์เป็นอย่างน้อย และปัจจุบันก็ยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของความเป็นสมัยใหม่ สังคมไทยยอมรับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในเรื่องเทคโนโลยี่สมัยใหม่ที่เอามาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ และยิ่งในทางการแพทย์ วิศวกรรมและอื่นๆก็เห็นได้ชัด แต่ในทางสังคมการเมือง ปรากฏว่า เรายังไม่ค่อยยอมรับการเปลี่ยนแปลงเท่าไรนัก โดยตั้งแต่รัฐบาล คสช. เป็นต้นมา

การยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนี้ ไม่ได้หมายความว่า จะต้องยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะในประเทศยุโรปที่ก้าวเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ในศตวรรษที่สิบเจ็ดอย่างอังกฤษ สวีเดน เดนมาร์ก นอร์เวย์ ฯ ก็เปลี่ยนแปลงเข้าสู่การเป็นสังคมสมัยใหม่โดยไม่ได้ยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์  แต่สังคมต้องเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ทันสมัย ไม่ใช่ไปยึดโยงกับวิธีคิดเดิมๆ เช่น ความเชื่อในคำอธิบายความชอบธรรมของสถาบันพระมหากษัตริย์โดยอิงกับแนวคิดเรื่องเทวสิทธิ์ของคริสต์ศาสนา เป็นต้น

คติคิดเกี่ยวกับกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยเราก็เคยมีความเชื่อที่อิงกับศาสนา ไม่ว่าจะเป็นเทวราชา สมมุติเทพ เป็นต้น ความคิดความเชื่อแบบนี้อาจะใช้ได้ในยุคหนึ่ง แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไปสู่ความเป็นสมัยใหม่ ก็คงต้องเปลี่ยนคติคิดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ทันสมัยไปด้วย หากยึดติดหรือพยายามยืนยันคติคิดแบบเดิมอยู่ ก็อาจจะส่งผลให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ นั่นคือ ไม่สามารถดำรงอยู่ต่อไปภายใต้วิธีคิดสมัยใหม่

ของฝรั่งเขาเริ่มเปลี่ยนวิธีคิดหาคำอธิบายใหม่ๆกันตั้งแต่ศตวรรษที่สิบเจ็ด อย่างที่ได้กล่าวไปในข้อเขียนเรื่อง “ล้มวิธีคิดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์แต่ไม่ล้มสถาบันฯ” และ “คติการปกครองแบบพ่อปกครองลูกของอังกฤษ” (สนใจ โปรดดู https://www.posttoday.com/politic/columnist/639507 และ https://www.posttoday.com/politic/columnist/639988) โดยคติใหม่จะกล่าวว่า พระมหากษัตริย์มีอำนาจปกครองได้เพราะประชาชนมอบความไว้วางใจให้

อันที่จริง ประเพณีการปกครองโบราณของสวีเดนตั้งแต่สมัยไวกิ้งก็เป็นหลักการที่ว่า ประชาชนเป็นผู้เลือกพระมหากษัตริย์ และพระมหากษัตริย์มีความชอบธรรมในการปกครองตราบเท่าที่ปกครองตามจารีตประเพณีของสังคมสวีเดน หากละเมิด ประชาชนสามารถถอดถอนได้ คติคิดแบบนี้แม้ว่าจะเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล แต่ก็ดูเป็นสมัยใหม่ทีเดียว

ของไทยเรา ก็มีหลักพ่อปกครองลูกที่เชื่อกันว่ามีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย (อันนี้ ผู้เขียนยังไม่แน่ใจว่าเชื่อได้แค่ไหน !) แต่ก็เป็นคติที่ไม่มองพระมหากษัตริย์เป็นเทพเป็นเจ้าอะไร  แต่กระนั้นจะเอาใช้ในยุคสมัยใหม่ก็คงจะไม่ได้  และจะเกิดคำถามตามมามากมาย

  • คติการปกครองแบบพ่อปกครองลูกของอังกฤษ
  • อวสานสถาบันพระมหากษัตริย์และกำเนิดสาธารณรัฐ:กรณีเนปาล

ที่น่าสนใจก็คือ  ในช่วงที่เจ้าฟ้ามงกุฎจะเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่สี่ เจ้าฟ้ามงกุฎท่านทรงศึกษาภาษาต่างประเทศและมีความรู้เกี่ยวกับต่างประเทศมาก หนึ่งในความรู้นั้นก็คือ พระองค์ทรงเข้าพระทัยว่า ในการปกครองของสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้ง และมีรองประธานาธิบดีที่มาจาการแต่งตั้ง ประธานาธิบดีมีวาระดำรงตำแหน่งได้ไม่เกินสองสมัยหากได้รับเลือกตั้งอีกครั้ง และผู้คนในประเทศยอมรับกติกาการปกครอง ไม่ใช้กำลังแก่งแย่งชิงอำนาจกัน ทำให้ในช่วงที่ท่านกำลังจะเสด็จขึ้นครองราชย์ ท่านได้มีพระราชหัตถเลขาไปถึงพันโทดับบลิว. เจ. บัตเตอร์วอร์ท (W. J. Butterworth) ผู้ว่าการเกาะปีนังหรือเกาะปรินซ์ ออฟ เวล (Prince of Wales Island) ในปี พ.ศ. 2394 โดยพระองค์ได้ทรงใช้คำลงท้ายในพระปรมาภิไธยดังกล่าวว่า “newly elect President or Acting King of Siam” นั่นคือ พระองค์กำลังทรงสื่อสารต่อนายพันโทชาวตะวันตกว่า สถานะของพระองค์ในฐานะที่กำลังทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยังไม่เข้าพิธีบรมราชาภิเษก (Acting King) ไม่ต่างจากสถานะของประธานาธิบดีใหม่ที่เพิ่งได้รับการเลือกตั้งมา

และถ้าจะถามว่า ใครเลือกพระองค์ ? คำตอบปรากฏอยู่ในแผ่นพระบรมสุพรรณบัฏ จากข้อความที่ว่า “มหาชนนิกรสโมสรสมมติ” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเทียบเคียงกับการที่พระองค์ทรงได้รับเลือกจากบรรดาพระเถรานุเถระและเสนาอำมาตย์ให้สืบราชสมบัติตามสภาพการณ์กับการที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามาจากการเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นคติใหม่เกี่ยวกับการขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ของไทย ที่ไม่ใช่มีสถานของเทวราชาและสมมุติเทพ แต่มาจากการที่ประชาชนพร้อมใจกันสมมุติตั้งขึ้นมา

อันที่จริงก็หาใช่คติใหม่ เพราะคติที่ว่า ราชามาจากการเลือกของผู้คนส่วนใหญ่นั้น ปรากฎอยู่ในพระสูตรหนึ่งในพระไตรปิฎก นั่นคือ อัคคัญญสูตร อันเป็นเรื่องราวที่กล่าวถึงกำเนิดราชาหรือผู้ปกครอง พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ไม่มีพระผู้เป็นเจ้าหรือเทพเจ้า

ดังนั้น การอธิบายการเกิดราชาในพุทธศาสนาจึงเป็นคำอธิบายที่นับว่าสมัยใหม่เมื่อเทียบกับคำอธิบายในศาสนาที่มีพระผู้เป็นเจ้าหรือเทพเจ้า  และกลับมีส่วนที่คล้ายคลึงกับคติใหม่ของตะวันตกที่ว่า พระมหากษัตริย์มีอำนาจปกครองได้เพราะประชาชนมอบความไว้วางใจให้ คติใหม่ของตะวันตกที่ว่านี้เป็นที่รู้จักกันในนามของทฤษฎีการเมืองสำนักสัญญาประชาคม

เป็นที่ทราบดีว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระปรีชาสามารถในความรู้ในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี และพระองค์ทรงสามารถเชื่อมโยงคติใหม่ของตะวันตกเข้ากับคติพุทธศาสนาที่เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทยเพื่อปรับสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยให้ทันสมัยแต่ก็ไม่จำต้องขาดจากรากฐานเดิมในสถานการณ์ที่อิทธิพลสมัยใหม่ของตะวันตกกำลังคืบคลานเข้าสู่สังคมไทย      

                                                          กำเนิดผู้ปกครอง: ข้อความบางตอนในอัคคัญญสูตร

[๖๐] ดูกรวาเสฏฐะและภารวาชะ ก็สมัยนั้นการโปรยฝุ่นใส่กันเป็นต้นนั้นแล สมมติกันว่าไม่เป็นธรรม มาในบัดนี้ สมมติกันว่าเป็นธรรมขึ้น ก็สมัยนั้น สัตว์พวกใด เสพเมถุนกัน สัตว์พวกนั้นเข้าบ้านหรือนิคมไม่ได้ สิ้นสองเดือนบ้าง สามเดือนบ้าง ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ เมื่อใดแล สัตว์ทั้งหลายพากันเสพอสัทธรรมนั่นอยู่เสมอ เมื่อนั้น จึงพยายามสร้างเรือนกันขึ้น เพื่อเป็นที่กำบังอสัทธรรมนั้น ครั้งนั้น สัตว์ผู้หนึ่ง เกิดความเกียจคร้านขึ้น จึงได้มีความเห็นอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้เจริญ เราช่างลำบากเสียนี่กระไร ที่ต้องไปเก็บข้าวสาลีมา ทั้งในเวลาเย็นสำหรับอาหารเย็น ทั้งในเวลาเช้าสำหรับอาหารเช้า อย่ากระนั้นเลย เราควรไปเก็บเอาข้าวสาลีมาไว้เพื่อบริโภคทั้งเย็นทั้งเช้าเสียคราวเดียวเถิดดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ต่อแต่นั้นมา สัตว์ผู้นั้นก็ไปเก็บเอาข้าวสาลีมาไว้เพื่อบริโภคทั้งเย็นทั้งเช้าเสียคราวเดียวกัน ฉะนี้แล ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะครั้งนั้น สัตว์ผู้หนึ่งเข้าไปหาสัตว์ผู้นั้นแล้วชวนว่า ดูกรสัตว์ผู้เจริญ มาเถิด เราจักไปเก็บข้าวสาลีกัน สัตว์ผู้นั้นตอบว่า ดูกรสัตว์ผู้เจริญ ฉันไปเก็บเอาข้าวสาลีมาไว้เพื่อบริโภคพอทั้งเย็นทั้งเช้าเสียคราวเดียวแล้ว ต่อมา สัตว์ผู้นั้นถือตามแบบอย่างของสัตว์ผู้นั้น จึงไปเก็บเอาข้าวสาลีมาไว้คราวเดียวเพื่อสองวัน แล้วพูดว่าได้ยินว่า แม้อย่างนี้ก็ดีเหมือนกันท่านผู้เจริญ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ต่อมาสัตว์อีกผู้หนึ่ง เข้าไปหาสัตว์ผู้นั้น แล้วชวนว่า ดูกรสัตว์ผู้เจริญ มาเถิด เราจักไปเก็บข้าวสาลีกัน สัตว์ผู้นั้นตอบว่า ดูกรสัตว์ผู้เจริญ ฉันไปเก็บเอาข้าวสาลีมาไว้เพื่อบริโภคพอทั้งเย็นทั้งเช้าเสียคราวเดียวแล้ว ฯ

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้งนั้นแล สัตว์ผู้นั้นถือตามแบบอย่างของสัตว์นั้น จึงไปเก็บเอาข้าวสาลีมาไว้คราวเดียว เพื่อสี่วัน แล้วพูดว่า แม้อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน ท่านผู้เจริญ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ต่อมาสัตว์อีกผู้หนึ่งเข้าไปหาสัตว์ผู้นั้น แล้วชวนว่า ดูกรสัตว์ผู้เจริญ มาเถิด เราจักไปเก็บข้าวสาลีกัน สัตว์ผู้นั้นตอบว่า ดูกรสัตว์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าได้ไปเก็บข้าวสาลีมาไว้คราวเดียวเพื่อสี่วันแล้ว ครั้งนั้นแล สัตว์ผู้นั้น ถือตามแบบอย่างของสัตว์นั้น จึงไปเก็บข้าวสาลีมาไว้คราวเดียว เพื่อแปดวัน แล้วพูดว่า แม้อย่างนี้ก็ดีเหมือนกันท่านผู้เจริญ เมื่อใด สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นพยายามเก็บข้าวสาลีสะสมไว้เพื่อบริโภคกันขึ้น เมื่อนั้นแล ข้าวสาลีนั้นจึงกลายเป็นข้าวมีรำห่อเมล็ดบ้าง มีแกลบหุ้มเมล็ดบ้าง ต้นที่ถูกเกี่ยวแล้วก็ไม่กลับงอกแทน ปรากฏว่าขาดเป็นตอนๆ (ตั้งแต่นั้นมา) จึงได้มีข้าวสาลีเป็นกลุ่มๆ ฯ

[๖๑] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ในครั้งนั้น สัตว์เหล่านั้นพากันมาจับกลุ่ม ครั้นแล้วต่างก็มาปรับทุกข์กันว่า ดูกรท่านผู้เจริญ เดี๋ยวนี้ เกิดมีธรรมทั้งหลายอันเลวทรามปรากฏขึ้นในสัตว์ทั้งหลายแล้ว ด้วยว่า เมื่อก่อนพวกเราได้เป็นผู้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในวิมานนั้นสิ้นกาลยืดยาวช้านาน บางครั้งบางคราวโดยระยะยืดยาวช้านาน เกิดง้วนดินลอยขึ้นบนน้ำ ทั่วไปแก่เราทุกคนง้วนดินนั้นถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น รส พวกเราทุกคนพยายามปั้นง้วนดินกระทำให้เป็นคำๆ ด้วยมือทั้งสองเพื่อจะบริโภค เมื่อพวกเราทุกคน พยายามปั้นง้วนดินกระทำให้เป็นคำๆ ด้วยมือทั้งสองเพื่อจะบริโภคอยู่ รัศมีกายก็หายไป เมื่อรัศมีกายหายไปแล้ว  ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ก็ปรากฏขึ้น เมื่อดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นแล้ว ดาวนักษัตรทั้งหลายก็ปรากฏขึ้น เมื่อดวงดาวนักษัตรทั้งหลายปรากฏขึ้นแล้วกลางคืนและกลางวันก็ปรากฏขึ้น เมื่อกลางคืนและกลางวันปรากฏขึ้นแล้ว เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ปรากฏขึ้น เมื่อเดือนหนึ่งและกึ่งเดือนปรากฏขึ้นแล้ว ฤดูและปีก็ปรากฏ

พวกเราทุกคนบริโภคง้วนดินอยู่ รับประทานง้วนดิน มีง้วนดินเป็นอาหารดำรงชีพอยู่ได้สิ้นกาลช้านาน เพราะมีธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศลชั่วช้าปรากฏขึ้นแก่พวกเรา ง้วนดินจึงหายไป เมื่อง้วนดินหายไปแล้ว จึงมีกระบิดินปรากฏขึ้นกระบิดินนั้นถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น รส พวกเราทุกคนบริโภคกระบิดิน เมื่อพวกเราทุกคนบริโภคกระบิดินนั้นอยู่ รับประทานกระบิดิน มีกระบิดินเป็นอาหาร ดำรงอยู่ได้สิ้นกาลช้านาน เพราะมีธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศลชั่วช้าปรากฏขึ้นแก่พวกเรากระบิดินจึงหายไป เมื่อกระบิดินหายไปแล้ว จึงมีเครือดินปรากฏขึ้น เครือดินนั้นถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น รส พวกเราทุกคนพยายามบริโภคเครือดิน เมื่อพวกเราทุกคนบริโภคเครือดินนั้นอยู่ รับประทานเครือดิน มีเครือดินเป็นอาหาร ดำรงอยู่ได้สิ้นกาลช้านาน เพราะมีธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศลชั่วช้าปรากฏขึ้นแก่พวกเราเครือดินจึงหายไป เมื่อเครือดินหายไปแล้ว จึงมีข้าวสาลีปรากฏขึ้นเองในที่ไม่ต้องไถ เป็นข้าวที่ไม่มีรำ ไม่มีแกลบ ขาวสะอาด กลิ่นหอม มีเมล็ดเป็นข้าวสาร ตอนเย็นพวกเราทุกคนไปนำเอาข้าวสาลีชนิดใดมาเพื่อบริโภคในเวลาเย็นตอนเช้าข้าวสาลีชนิดนั้นที่มีเมล็ดสุกก็งอกขึ้นแทนที่ ตอนเช้าพวกเราทุกคนไปนำเอาข้าวสาลีชนิดใดมาเพื่อบริโภคในเวลาเช้า ตอนเย็น ข้าวสาลีชนิดนั้นที่มีเมล็ดสุกก็งอกขึ้นแทนที่ ไม่ปรากฏว่าบกพร่องไปเลย เมื่อพวกเราทุกคนบริโภคข้าวสาลีซึ่งเกิดขึ้นเองในที่ไม่ต้องไถอยู่ รับประทานข้าวสาลีนั้น มีข้าวสาลีนั้นเป็นอาหารดำรงอยู่ได้สิ้นกาลช้านาน เพราะมีธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศลชั่วช้าปรากฏขึ้นแก่พวกเรา ข้าวสาลีนั้นจึงกลายเป็นข้าวมีรำหุ้มเมล็ดบ้าง มีแกลบห่อเมล็ดไว้บ้างแม้ต้นที่เกี่ยวแล้วก็ไม่งอกขึ้นแทนที่ ปรากฏว่าขาดเป็นตอนๆ จึงได้มีข้าวสาลีเป็นกลุ่มๆ อย่ากระนั้นเลย พวกเราควรมาแบ่งข้าวสาลีและปักปันเขตแดนกันเสียเถิด ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้นแล้ว สัตว์ทั้งหลายจึงแบ่งข้าวสาลีปักปันเขตแดนกัน ฯ

[๖๒] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้งนั้นแล สัตว์ผู้หนึ่งเป็นคนโลภ สงวนส่วนของตนไว้ ไปเก็บเอาส่วนอื่นที่เขาไม่ได้ให้มาบริโภค สัตว์ทั้งหลายจึงช่วยกันจับสัตว์ผู้นั้น ครั้นแล้ว ได้ตักเตือนอย่างนี้ว่า แน่ะสัตว์ผู้เจริญ ก็ท่านกระทำกรรมชั่วช้านัก ที่สงวนส่วนของตนไว้ ไปเก็บเอาส่วนอื่นที่เขาไม่ได้ให้มาบริโภค ท่านอย่าได้กระทำกรรมชั่วช้าเห็นปานนี้อีกเลย ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ สัตว์ผู้นั้นแล รับคำของสัตว์เหล่านั้นแล้ว แม้ครั้งที่ ๒ … แม้ครั้งที่ ๓ สัตว์นั้นสงวนส่วนของตนไว้ ไปเก็บเอาส่วนอื่นที่เขาไม่ได้ให้มาบริโภค สัตว์เหล่านั้นจึงช่วยกันจับสัตว์ผู้นั้น ครั้นแล้ว ได้ตักเตือนว่าแน่ะ สัตว์ผู้เจริญ ท่านทำกรรมอันชั่วช้านัก ที่สงวนส่วนของตนไว้ ไปเอาส่วนที่เขาไม่ได้ให้มาบริโภค ท่านอย่าได้กระทำกรรมอันชั่วช้าเห็นปานนี้อีกเลย สัตว์พวกหนึ่งประหารด้วยฝ่ามือ พวกหนึ่งประหารด้วยก้อนดินบ้าง พวกหนึ่งประหารด้วยท่อนไม้ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็นัยเพราะมีเหตุเช่นนั้นเป็นต้นมาการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้จึงปรากฏ การติเตียนจึงปรากฏ การกล่าวเท็จจึงปรากฏ การถือท่อนไม้จึงปรากฏ ครั้งนั้นแล พวกสัตว์ที่เป็นผู้ใหญ่จึงประชุมกัน ครั้นแล้ว ต่างก็ปรับทุกข์กันว่า พ่อเอ๋ย ก็การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้จักปรากฏ การติเตียนจักปรากฏ การพูดเท็จจักปรากฏ การถือท่อนไม้จักปรากฏ ในเพราะบาปธรรมเหล่าใด บาปธรรมเหล่านั้นเกิดปรากฏแล้วในสัตว์ทั้งหลาย อย่ากระนั้นเลย พวกเราจักสมมติสัตว์ผู้หนึ่งให้เป็นผู้ว่ากล่าวผู้ที่ควรว่ากล่าวได้โดยชอบ ให้เป็นผู้ติเตียนผู้ที่ควรติเตียนได้โดยชอบ ให้เป็นผู้ขับไล่ผู้ที่ควรขับไล่ได้โดยชอบ ส่วนพวกเราจักแบ่งส่วนข้าวสาลีให้แก่ผู้นั้น ดังนี้ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้นแล้ว สัตว์เหล่านั้น พากันเข้าไปหาสัตว์ที่สวยงามกว่า น่าดูน่าชมกว่า น่าเลื่อมใสกว่า และน่าเกรงขามมากกว่าสัตว์ทุกคนแล้ว จึงแจ้งเรื่องนี้ว่า ข้าแต่สัตว์ผู้เจริญ มาเถิดพ่อ ขอพ่อจงว่ากล่าวผู้ที่ควรว่ากล่าวได้โดยชอบ จงติเตียนผู้ที่ควรติเตียนได้โดยชอบ จงขับไล่ผู้ที่ควรขับไล่ได้โดยชอบเถิด ส่วนพวกข้าพเจ้าจักแบ่งส่วนข้าวสาลีให้แก่พ่อ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ สัตว์ผู้นั้นแลรับคำของสัตว์เหล่านั้นแล้ว จึงว่ากล่าวผู้ที่ควรว่ากล่าวได้โดยชอบ ติเตียนผู้ที่ควรติเตียนได้โดยชอบ ขับไล่ผู้ที่ควรขับไล่ได้โดยชอบส่วนสัตว์เหล่านั้นก็แบ่งส่วนข้าวสาลีให้แก่สัตว์ที่เป็นหัวหน้านั้น ฯ

[๖๓] ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ เพราะเหตุผู้ที่เป็นหัวหน้าอันมหาชนสมมติ ดังนี้แล อักขระว่า มหาชนสมมติ จึงอุบัติขึ้นเป็นอันดับแรกเพราะเหตุผู้ที่เป็นหัวหน้า เป็นใหญ่ยิ่งแห่งเขตทั้งหลาย ดังนี้แล อักขระว่ากษัตริย์ กษัตริย์ จึงอุบัติขึ้นเป็นอันดับที่สอง เพราะเหตุที่ผู้เป็นหัวหน้ายังชนเหล่าอื่นให้สุขใจได้โดยธรรม ดังนี้แล อักขระว่า ราชา ราชา จึงอุบัติขึ้นเป็นอันดับที่สาม ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยประการดังนี้แล การบังเกิดขึ้นแห่งพวกกษัตริย์นั้น มีขึ้นได้ เพราะอักขระที่รู้กันว่าเป็นของดี เป็นของโบราณอย่างนี้แล เรื่องของสัตว์เหล่านั้น จะต่างกันหรือเหมือนกัน จะไม่ต่างกันหรือไม่เหมือนกัน ก็ด้วยธรรมเท่านั้น ไม่ใช่นอกไปจากธรรม ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ความจริง ธรรมเท่านั้นเป็นของประเสริฐสุดในประชุมชนทั้งในเวลาที่เห็นอยู่ ทั้งในเวลาภายหน้า ฯ

                                                                                                                                 

                                             

Next Post

ตูนิเซีย โค่นล้มเผด็จการได้แต่การปฏิวัติของประชาชนยังไม่จบ

ตูนิเซียโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการที่ปกครองมายาวนานถึง […]