ประชาธิปไตยของอาเซียนกำลังล้มลุกคลุกคลาน

KANDA

ประชาธิปไตยของอาเซียนกำลังล้มลุกคลุกคลาน

บทวิเคราะห์ของบลูมเบิร์กชี้ว่าภูมิภาคอาเซียนต้องสร้างเสรีภาพทั้งในการแสดงความคิดเห็นทั้งการศึกษาเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

การทำรัฐประหารในเมียนมาอาจทำให้หลายคนรู้สึกผิดหวัง แต่มีเพียงไม่กี่คนที่รู้สึกตกใจ เพราะการยึดอำนาจและจับกุมตัวอองซานซูจีก็คือการกลับไปสู่พฤติกรรมเดิมของบรรดานายพลในประเทศที่ยากจนที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อ 10 ปีที่แล้วขณะที่การปกครองโดยทหารสิ้นสุดลง พวกเขาเพลี่ยงพล้ำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และตอนนี้ก็หวนกลับมาทวงคืนอีกครั้งหลังจากพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งทหารหนุนหลังพ่ายแพ้การเลือกตั้งเมื่อเดือน พ.ย.

เหตุการณ์นี้นับเป็นความขมขื่นสำหรับเสรีภาพที่เพิ่งเริ่มขึ้นของเมียนมา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมองว่าการเปลี่ยนผ่านจากเผด็จการทหารเป็นความสำเร็จ และยังเป็นสัญญาณร้านสำหรับทั้งภูมิภาคซึ่งความก้าวหน้าทางประชาธิปไตยเกิดความตะกุกตะกัก

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเนปิดอว์ซึ่งอองซานซูจีถูกควบคุมตัวไว้อยู่ในจุดปลายสุดของความล้มเหลวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นการย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาที่มืดมนของเมียนมาภายใต้มาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติและเศรษฐกิจที่ชะงักงัน ในระหว่างนั้นบุตรสาวของนายพลอองซานถูกคุมขังอยู่ในบ้านพักเป็นเวลา 15 ปีในช่วงกว่า 20 ปี

แต่การเข้าควบคุมหนือยึดอำนาจกำลังเป็นกระแสในประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมา ซึ่งเสรีภาพและความโปร่งใสของรัฐบาลถูกละเลย บลูมเบิร์กยกตัวอย่างประเทศไทยซึ่งกำลังเผชิญกับกระแสการเรียกร้องให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ทางการไทยไม่สนใจการประท้วงและยังปิดปากผู้เห็นต่างด้วยข้อหาหมิ่นสถาบันกับคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์

ส่วนมาเลเซีย บรรดานักปฏิรูปถูกกีดกัน ความหวังที่ประชาธิปไตยจะก้าวหน้าพังทลายหลังการเลือกตั้งเมื่อปี 2018 ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอำนาจครั้งแรกนับตั้งแต่มาเลเซียประกาศเอกราช

ขณะที่ในอินโดนีเซีย ซึ่งโค่นทหารสำเร็จเมื่อช่วงอายุคนที่ผ่านมา เริ่มสูญเสียความเป็นเสรีภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี โจโก วิโดโด หรือแม้แต่เวียดนามที่เปลี่ยนจากระบบการจำกัดอำนาจที่จะกระจายเฉพาะผู้มีอำนาจระดับสูงไปสู่การรวมอำนาจสู่ศูนย์กลางภายใต้การกุมบังเหียนของประธานาธิบดี เหงียนฟู่จ่อง

ส่วนหนึ่งนั้น เกือบทุกประเทศมีความตึงเครียดหรือความรุนแรงเกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยหรือศาสนา ดังนั้นประชาธิปไตยจึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง

นอกจากนี้ ชาติตะวันตกยังผิดหวังกับอองซานซูจีที่ได้รับรางวัลโนเบลในปี 1991 และกลายเป็นผู้ชี้ทางสว่างสู่ประชาธิปไตย ขณะอยู่ในอำนาจเธอไม่สามารถสร้างความปรองดองในประเทศ ล้มเหลวในการยุติความขัดแย้ง หรือควบคุมกองทัพ ซ้ำยังปิดปากเงียบเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในขณะที่นักข่าวถูกจับกุมโดยไร้เหตุผล และแก้ตัวแทนกองทัพเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่

ความจริงก็คือ ประชาธิปไตยไม่เคยเกิดขึ้นในเมียนมาอย่างแท้จริง มีเพียงการเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลพลเรือน จากการที่ประชาชนเริ่มมีสิทธิ์ทางการเมืองและมีเสรีภาพอันนำมาสู่การชนะการเลือกตั้งของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของอองซานซูจีในปี 2015

ในขณะนั้นเมียนมาเริ่มเปิดเศรษฐกิจซึ่งอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา ที่เป็นผู้นำสหรัฐคนแรกที่เดินทางเยือนเมียนมาเมื่อปี 2012 ยกให้เป็นความสำเร็จด้านนโยบายต่างประเทศครั้งใหญ่ จนนำมาสู่การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร

ทว่า กองทัพยังคงควบคุมทุกอย่างไว้ ไม่ว่าจะเป็นการยึดกระทรวงสำคัญ การกันที่นั่งในสภาไว้ 25% ซึ่งเพียงพอต่อการขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ และยังมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของประเทศ

ลี มอร์เกนเบสเซอร์ จากมหาวิทยาลัยกริฟฟิธเผยกับบลูมเบิร์กว่า ทหารมีอำนาจในการตัดสินใจและชี้เป็นชี้ตาย ทุกอย่างต้องผ่านการเห็นชอบจากทหาร

  • "จตุพร" เตือน รัฐไทยหยุดป้องทหารเมียนมา ชี้ไทย-พม่าหนีวังวนรัฐประหารไม่พ้น
  • ทหารเมียนมาสั่งบล็อค Facebook

เมื่อทหารเริ่มกังวลว่าการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้วจะไม่สามารถโค่นพรรค NLD และเกรงว่าแรงกดดันให้เกิดการปฏิรูปจะทำให้ตัวเองสูญเสียอำนาจ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดจึงชิงตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นและไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง

ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาบอกได้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ขึ้นอยู่กับว่าความสามารถของทหารในการกำหนดการเลือกตั้งและผลลัพธ์อื่นๆ และการควบคุมแรงต่อต้านในยุคของสมาร์ทโฟน

ขณะนี้ชาวเมียนมาต่างพากันเคาะหม้อเคาะกระทะ ส่วนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็พากันหยุดงานเพื่อปรท้วงการทำรัฐประหาร

แอรอน คอนเนลลี จากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษายุทธศาสตร์บอกกับบลูมเบิร์กว่า การประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีหน้าเดิมๆ บวกกับความพยายามที่จะวางกลเม็ดทั้งหมดไว้ที่รัฐธรรมนูญที่เขียนโดยทหาร เป็นหลักฐานว่าหลังจากผ่านพ้น 1 ปีของประกาศภาวะฉุกเฉินไปแล้ว ทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิมก่อนเกิดรัฐประหาร เพียงแต่จะไม่มีพรรค NLD

อีกหนึ่งความเป็นไปได้ที่คอนเนลลีมองไว้คือ ทหารยึดอำนาจแบบยาวๆ รัฐบาลทหารที่สลายการประท้วงที่นำโดยนักเรียนนักศึกษาในปี 1988 อนุญาตให้มีการเลือกตั้งในอีก 2 ปีต่อมา และเมื่อชัดเจนแล้วว่าพรรคของอองซานซูจีชนะ ทหารก็ไม่เคยยอมรับผลการเลือกตั้ง ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งต่อไปอาจใช้เวลาถึงชั่วอายุคน

แนวทางนี้ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

เบน แบลนด์ จากสถาบันวิชาการโลวีของออสเตรเลียเผยว่า การเปลี่ยนผ่านไม่ได้ชัดเจนเสมอไป และไม่ใช่การถอยหลังทุกครั้งจะเหมือนกัน โดยยกตัวอย่างอินโดนีเซียว่า ภายใต้รัฐบาลโจโกวีมีการประนีประนอมด้วยการเลือกอดีตนายพลที่เคยถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนมาเป็นรัฐมนตรีกลาโหม แต่ทหารก็ไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ

หรืออย่างกรณีของ โรดริโก ดูเตร์เต ของฟิลิปปินส์ ที่มักจะโจมตีหรือจับกุมฝ่ายตรงข้าม และปล่อยให้ตำรวจมีอำนาจล้นเหลือ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามเขาต้องลงจากตำแหน่งหลังครบวาระ 6 ปีในปี 2022 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอะไรๆ จะกลับไปเป็นเมือนช่วงก่อนเกิดเรื่องเหล่านี้อย่างรวดเร็ว

แล้วชาติตะวันตกช่วยได้ไหม?

สำหรับเมียนมา แม้แต่การคว่ำบาตรยังต้องใช้เวลาระยะหนึ่งจึงจะเกิดผลอย่างที่ต้องการ ไหนจะจีนที่อาจทำให้มาตรการเหล่านี้สูญเปล่าอีก

ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ต้องการขยายอำนาจมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บวกกับการที่จีนเคยช่วยเหลืออองซานซูจีในอดีต ครั้งนี้จีนคงไม่ปฏิเสธการช่วยเหลือด้านการเงินหรือการลงทุนแก่เมียนมาหากจีนจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการช่วยเหลือนี้

ส่วนไทยซึ่งเป็นประเทศคู่ค้ากับเมียนมาคงไม่ขัดขวางกองทัพเมียนมา

ดังนั้นจุดอ่อนก็คือเศรษฐกิจ กองทัพเมียนมาต้องพยายามอย่างหนักเพื่อให้ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติภายใต้สถานการณ์รัฐประหาร และเพื่อสร้างความเจริญเติบโตทุกประเทศในภูมิภาคต้องปล่อยให้เกิดเสรีภาพ สร้างเสรีภาพทางการศึกษาเพื่อสร้างเจ้าของกิจการที่มีคุณภาพ สร้างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเพื่อดึงดูดเงินลงทุน

Photo by STR / AFP

Next Post

"เสรีพิศุทธ์" เดินหน้าถอดถอน "สิระ" ลั่น ต้องเข้าคุกอย่างเดียว

"เสรีพิศุทธ์" เดินหน้าจ่อขอหลักฐานสิ้นสุ […]