พลังของเยาวชนในการผลักดันวิสัยทัศน์ใหม่ของ APEC

KANDA

พลังของเยาวชนในการผลักดันวิสัยทัศน์ใหม่ของ APEC

บทความพิเศษมอง APEC Thailand 2022 ผ่านมุมมองของเยาวชน

ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมานับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของเอเปค เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจาก “เป้าหมายโบกอร์” (Bogor Goals) ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ที่สมาชิกเอเปคร่วมกันกำหนดเมื่อปี 2537 เพื่อมุ่งเปิดเสรีการค้าและการลงทุน โดยครบกำหนดบรรลุเป้าหมายในปีนี้ ไปสู่ “วิสัยทัศน์ปุตราจายาของเอเปค ค.ศ. 2040” (Putrajaya Vision 2040) ซึ่งได้รับการรับรองในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 27 ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

วิสัยทัศน์ใหม่นี้จะมาแทนที่เป้าหมายโบกอร์ในการกำหนดทิศทางความร่วมมือของเอเปคต่อไปในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยนายมุฮ์ยิดดิน ยัซซิน นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้กล่าวในสุนทรพจน์ปิดการประชุมว่า หัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์ใหม่ คือ “ประชาคมเอเชียแปซิฟิกที่เปิดกว้าง มีพลวัต ยืดหยุ่นและสงบสุขภายในปี 2040 เพื่อความมั่งคั่งของประชาชนและคนรุ่นต่อไป” (An open, dynamic, resilient and peaceful Asia-Pacific community by 2040, for the prosperity of the people and future generations)

สิ่งที่น่าจับตามองนอกเหนือจากขอบเขตของวิสัยทัศน์ที่กว้างไปกว่ามิติการค้าและการลงทุนเมื่อ 26 ปีที่แล้วคือ วิสัยทัศน์ปุตราจายาฯ ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจโลกของประชาชนทุกคนและคนรุ่นต่อไป ซึ่งย่อมหมายรวมถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกต่อไปในอนาคต

ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมเอเปคในปี 2565 จึงมีบทบาทสำคัญในการริเริ่มและสานต่อภารกิจภายใต้วิสัยทัศน์ใหม่ โดยเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดการเสวนา APEC 5.0 Professionals ครั้งที่ 1 และกิจกรรม APEC Brainstorming Session ซึ่งเป็นกลไกระดมสมองระหว่างนักธุรกิจ นักคิด นักวิชาการรุ่นใหม่และผู้แทนหน่วยงานราชการเพื่อกำหนดประเด็นสำคัญของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมในอีกประมาณ 1 ปีข้างหน้า

ในฐานะเยาวชนที่ได้มีโอกาสเข้าร่วม การประชุมดังกล่าว ผมขอหยิบยก 3 ประเด็นที่ผมคิดว่าเป็นโจทย์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนโดยตรง และเชิญชวนทุกท่านมาคิดต่อกันว่า เราจะใช้เวทีเอเปคในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างสร้างสรรค์ได้อย่างไร

ประเด็นแรกที่สำคัญที่สุดในยุคโควิด-19 คือ การจ้างงานเยาวชน (Youth Employment) รายงาน The World of Work and COVID-19 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศแสดงให้เห็นว่าร้อยละ 40 ของแรงงานในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักเป็นเยาวชนซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลในช่วงอายุ 15 – 24 ปี

โดยเฉพาะเพศหญิง ที่มีสัดส่วนการจ้างงานมากกว่าเพศชายในอุตสาหกรรมบริการและการท่องเที่ยวที่ถดถอยอย่างหนักหลังจากมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมและการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องคิดร่วมกัน ว่าจะมีนโยบายและแนวทางในการรองรับแรงงานที่ถูกเลิกจ้างจากอุตสาหกรรมเหล่านี้อย่างไร อีกทั้งบัณฑิตใหม่ที่กำลังพ้นจากรั้วสถานศึกษาออกสู่ตลาดแรงงานในช่วงปีนี้ที่อาจมีตำแหน่งงานไม่เพียงพอที่จะรองรับ

ประเด็นที่สองซึ่งเกี่ยวเนื่องจากประเด็นแรก คือ การสร้างทักษะแห่งอนาคต (Future Skills) วิกฤติโควิด-19 เป็นอีกหนึ่งปัจจัยท้าทายที่มาทดสอบความสามารถในการปรับตัวทั้งการเพิ่มทักษะ (Up-skill) และการเสริมทักษะใหม่ (Re-skill) ที่พูดถึงกันมานานในวงการศึกษา โดยในช่วงล็อกดาวน์ที่ผ่านมาเราเห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของแพลตฟอร์มเรียนรู้ออนไลน์ (Massive Open Online Courses: MOOC) ที่ทำให้เว็บไซต์ ชั้นเรียนออนไลน์ชั้นนำอย่าง Coursera และ edX ก้าวขึ้นมาอยู่ใน 1,000 เว็บไซต์ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก


โดยในเดือนมีนาคมของปีนี้ Coursera มีสถิติการลงทะเบียนเรียนกว่า 10 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 644 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว สถิติการเรียนออนไลน์ที่สูงขึ้นในช่วงโควิด-19 สะท้อนความจำเป็นบางอย่างท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานที่รัฐบาล สถานศึกษา หรือแม้แต่ตัวผู้เรียนเองต้องพัฒนาแนวทาง การเรียนรู้ร่วมกันเพื่อที่จะตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในยุคหลังโควิด-19 ได้ดีที่สุด

ประเด็นที่สามซึ่งเชื่อมโยงในภาพรวมของทั้งสองประเด็นข้างต้น คือ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digitalization) เป็นอีกหนึ่งความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในยุคโควิด-19 แม้การเปลี่ยนผ่านนี้จะดำเนินมาช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่โควิด-19 เข้ามาเป็นตัวเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้ให้เร็วขึ้น

หากพิจารณาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล (Digital Infrastructure) ของไทยจะเห็นว่าอยู่ในระดับที่พร้อมทั้งเทคโนโลยีพื้นฐานและอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชากรเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาค โดยรายงานปี 2563 ของ We are social ซึ่งเป็นบริษัทสื่อสร้างสรรค์ระดับโลก ระบุว่าประเทศไทยมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชากรที่ร้อยละ 75 ในขณะที่อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเฉลี่ยของประชากรทั่วโลกอยู่ที่ร้อยละ 59

อย่างไรก็ตามโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย คือ การต่อยอดจากศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรมนุษย์เพื่อก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ทางเศรษฐกิจ โดยในปี 2563 International Institute for Management Development (IMD) ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัลของไทยอยู่ในลำดับที่ 39 จาก 63 ประเทศ ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะเขตเศรษฐกิจ ที่เป็นสมาชิกเอเปค ประเทศไทยจะอยู่ในลำดับที่ 12 จาก 18 เขตเศรษฐกิจที่ได้รับการจัดอันดับ (บรูไน ปาปัวนิวกินี และเวียดนาม ไม่ได้รับการจัดอันดับ)

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 ที่เราจะต้องเร่งขับเคลื่อนศักยภาพทางดิจิทัลไปสู่มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ปุตราจายาของเอเปคที่กำหนดให้การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเป็นหนึ่งในวาระสำคัญด้วยเช่นกัน

ประเด็นทั้งสามข้างต้นเป็นมุมมองของผมต่อการเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทยในปี 2565 ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่ากระทรวงการต่างประเทศเล็งเห็นความสำคัญของการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่เพื่อร่วมกันกำหนดประเด็นสำคัญที่ไทยจะผลักดันและขับเคลื่อนในช่วงการเป็นเจ้าภาพการประชุม

จึงอยากเชิญชวนทุกท่านร่วมคิดและติดตามการเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปคของไทยในปี 2565 ตั้งแต่บัดนี้ เพื่อให้เวทีเอเปคเป็นมากกว่าเวทีหารือในระดับสูงของ 21 เขตเศรษฐกิจ แต่เป็นเวทีที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) ทุกภาคส่วนจะมีส่วนร่วมในการกำหนดประเด็นของการทำงานและสานต่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมร่วมกัน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อแก้ไขปัญหาท่ามกลางวิกฤติอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนครับ

บทความโดย พชร อังศุสุกนฤมล นักการทูตปฏิบัติการ กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

Photo by MOHD RASFAN / AFP

Next Post

กรมควบคุมโรคย้ำไม่ห้ามเดินทางไปจังหวัดต่างๆ ยืนยันสถานการณ์โควิดคุมได้

กรมควบคุมโรคยืนยันไม่ห้ามประชาชนเดินทางไปจังหวัดต่ […]