ลงทุนเพื่อการเกษียณทั้งที ควรมีกองไหนอยู่ในพอร์ต

KANDA

ลงทุนเพื่อการเกษียณทั้งที ควรมีกองไหนอยู่ในพอร์ต

คอลัมน์ เข็มทิศนักลงทุน โดย…กิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์การลงทุน บลจ.กสิกรไทย

ปีนี้โลกแห่งการลงทุนอาจจะดูไม่ราบรื่นไปเสียหน่อย แต่ทุกท่านยังสามารถใช้หลักการลงทุนเพื่อประคองให้ผ่านพ้นไปได้ ซึ่งหลักการที่ว่านี้คือ “การกระจายความเสี่ยง” เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง ณ ชั่วขณะใดขณะหนึ่ง โดยผู้ลงทุนอาจลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียว แต่เน้นความหลากหลายของประเทศ หรือ ภูมิภาคก็ได้เหมือนกัน

จากอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับการอัดฉีดของธนาคารกลางเข้าสู่ระบบส่งผลให้มีสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง ซึ่งนับเป็นภาวะที่เอื้อต่อการเข้าลงทุนในหุ้น ทั้งนี้ หากท่านใดที่มีหุ้นไทยอยู่ในพอร์ตเยอะแล้ว ก็อยากจะแนะนำให้กระจายการลงทุนไปยังหุ้นต่างประเทศเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนในระยะยาว โดยหุ้นต่างประเทศที่น่าสนใจคงหนีไม่พ้นประเทศมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐฯ และจีน

ทำไมต้อง ‘หุ้นสหรัฐฯ’ ?

ถึงแม้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19จะยังรุนแรงในสหรัฐฯ แต่เศรษฐกิจของสหรัฐฯก็เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวได้ดีและเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ ดูได้จากตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆที่ทยอยออกมา ไม่ว่าจะเป็นดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Purchasing Managers’ Index: PMI) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สภาวะทางเศรษฐกิจของภาคการผลิตและบริการที่ยังอยู่เหนือระดับ 50 ได้หลายเดือนติดต่อกัน แสดงว่าเศรษฐกิจขยายตัวจากยอดค้าปลีกที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเกินคาด รวมทั้งผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันของดัชนีหุ้นต่างๆในสหรัฐฯที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าดัชนีหุ้นของประเทศอื่นอย่างชัดเจน แต่เนื่องจากเศรษฐกิจยังเข้มแข็งไม่มากพอ จึงยังต้องการการกระตุ้นอย่างไม่ว่างเว้น เฟดจึงประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.00-0.25% และส่งสัญญาณว่าจะคงที่ระดับนี้ไปจนถึงปี 2566 จึงทำให้สภาพคล่องที่ล้นระบบจะช่วยหนุนให้ตลาดยังสามารถไปต่อได้ จึงเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นในระยะยาว ด้านราคาหุ้น ถึงแม้จะซื้อขายแพงโดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหุ้นกลุ่มนี้เป็นหนึ่งใน Mega Trends ที่ไม่ควรมองข้าม โดยหากพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน หุ้นกลุ่มนี้ยังแข็งแกร่งและมีความสามารถในการเติบโตระยะยาว ซึ่งจะได้ปัจจัยหนุนหลักจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคสู่ New Normal

ทำไมต้อง ‘หุ้นจีน’ ?

  • หุ้นไทยเปิดตลาดพุ่ง ดัชนีปรับตัวเพิ่ม 45 จุด
  • หุ้นไทยขานรับ "ไบเดน" ปิดพุ่ง25 จุด

จากการที่จีนสามารถควบคุมสถานการณ์โควิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงได้เร่งอัดฉีดเม็ดเงินและคงนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน ทำให้จีนกลายเป็นประเทศแรกของโลกที่ฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์โควิด-19 อีกทั้ง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนพยายามหันมาเน้นการพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศ ทำให้ในอนาคตไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับโลก เศรษฐกิจจีนจะยังสามารถดำเนินการต่อไปได้และได้รับผลกระทบอย่างจำกัด และท้ายสุดจีนได้พัฒนาจากประเทศที่ผลิตสินค้าด้วยต้นทุนต่ำ (Old Economy) ไปสู่การผลิตสินค้าด้วยเทคโนโลยี (New Economy) อีกทั้งยังเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากการเน้นปริมาณสู่การเน้นคุณภาพ รวมถึงขั้นตอนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และจากการที่จีนฟื้นตัวได้ก่อนประเทศอื่น ทำให้จีนยังคงความได้เปรียบทางการแข่งขันด้านการผลิต การจะย้ายฐานการผลิตออกจากจีนในระยะสั้นจึงเกิดขึ้นได้ยาก ทั้งนี้ จากปัจจัยที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า จีนยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก และด้วยระดับราคาหุ้น (Valuation) ที่ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับตลาดอื่นในภูมิภาค อีกทั้งการเปิดตลาดทุนของจีนให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนได้มากขึ้น ทำให้หุ้นจีนยิ่งดูมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้น

และในช่วงโค้งสุดท้ายของปีแบบนี้ คงไม่มีการลงทุนอะไรเหมาะสมไปกว่าการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี ซึ่งนอกจากจะได้รับโอกาสจากการลงทุนในระยะยาวแล้ว ยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย วันนี้ผมจึงขออนุญาตแนะนำกองทุนรวมแบบเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund: RMF) ที่จะได้ประโยชน์จากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นกันครับ

สำหรับท่านที่สนใจในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขอแนะนำ กองทุนเปิดเค ยูเอสเอ หุ้นทุน เพื่อการเลี้ยงชีพ (KUSARMF) เน้นลงทุนในกองทุนหลัก Morgan Stanley US Advantage Fund – I Shares (USD) โดยคัดเลือกหุ้นแบบรายตัว (Stock selection) ที่มีศักยภาพทางการแข่งขันในระยะยาว โดยให้น้ำหนักกับไอเดียที่ดีที่สุดและให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่ง ส่วนท่านที่สนใจในตลาดหุ้นจีน ขอแนะนำ กองทุนเปิดเค ไชน่า หุ้นทุน เพื่อการเลี้ยงชีพ (KCHINARMF) เน้นลงทุนในกองทุนหลัก JPMorgan Funds – China I (acc) USD ที่บริหารโดยผู้จัดการกองทุนมืออาชีพที่มีประสบการณ์มากกว่า 25 ปี เลือกลงทุนในหุ้นเติบโตสูง (Growth Stocks) และอยู่ในกลุ่มธุรกิจใหม่ (New economy) โดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัท การคัดเลือกหุ้นรายตัว และการวิจัยที่ครอบคลุม มีบริหารพอร์ตการลงทุนแบบเชิงรุกเพื่อผลลัพธ์ในระยะยาว

ท้ายที่สุดนี้ หากท่านใดที่ยังไม่รู้ว่าจะเลือกลงทุนในประเทศไหนดี ก็สามารถมาลงทุนในหุ้นทั่วโลกได้ผ่าน กองทุนเปิดเค พอสซิทีฟ เชนจ์ หุ้นทุน เพื่อการเลี้ยงชีพ (KCHANGERMF) เน้นลงทุนในกองทุนหลัก Baillie Gifford Positive Change – Class B accumulation (GBP) ที่นอกจากจะมุ่งสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะยาวแล้ว ยังช่วยสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อมโลกด้วย เนื่องจากกองทุนหลักจะเข้าไปลงทุนในหุ้นเติบโตสูง (Growth Stocks) ผ่านธีมการลงทุนหลักใน 4 เรื่อง ได้แก่ สังคมและการศึกษา (Social Inclusion and Education) สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรที่จำกัด (Environment and Resource Needs) สุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี (Healthcare and Quality of Life) และเศรษฐกิจรากหญ้า (Base of Pyramid) ซึ่งเป็นกองทุนที่ได้รับความนิยมจากผู้ลงทุนส่วนใหญ่ และมีผลการดำเนินงานที่ดีนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน

ท่านที่สนใจกองทุน KUSARMF และ KCHINARMF สามารถติดตามข่าวสารการเปิดเสนอขายได้ทางเว็บไซต์ www.kasikornasset.com ซึ่งจะเปิดเสนอขายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่วนกองทุน KCHANGERMF สามารถซื้อได้แล้ววันนี้ เริ่มต้นลงทุนเพียง 500 บาท ง่ายๆ ผ่านแอป K PLUS และ K-My Funds สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ KAsset Contact Center 02-673-3888

Next Post

น้องนาวา ตามรอย แม่อ้อม พิยดา ชิมลางละครเรื่องแรกเป็นเด็กดอย

ลูกไม้ใต้ต้น! น้องนาวา ตามรอย แม่อ้อม พิยดา ชิมลาง […]