“เราไปได้มากกว่านี้”: การผจญภัยในโลกกว้างและการเมืองของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ”

MALI

ลองนึกภาพตัวเองกำลังเดินอยู่บนภูเขาสูง ปกคลุมด้วยหิมะหนา อยู่ห่างไกลจากผู้คน มีเพียงความหนาวเหน็บและอันตรายอยู่รายล้อม แล้วลองถามตัวเองว่า เราจะเอาตัวเองไปอยู่ตรงนั้นหรือเปล่า หลายคนคงตอบปฏิเสธอย่างไม่ต้องคิดให้เสียเวลา แต่คงไม่ใช่ผู้ชายที่ชื่อ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” นักการเมืองเลือดใหม่ที่ไม่เพียงแต่จะมีความสามารถด้านธุรกิจและการเมืองเท่านั้น แต่เขายังเป็น “นักผจญภัย” ผู้บุกป่าฝ่าดง ตะลุยมาแล้วเกือบทุกสมรภูมิธรรมชาติในโลกใบนี้ อย่างไรก็ตาม กิจกรรมผจญภัยสุดโหดของธนาธร กลับไม่ได้ให้แค่ความสนุกเท่านั้น แต่ยังสร้างตัวตนและมีอิทธิพลมากมายต่อชีวิตและการทำงานของเขา

เสน่ห์ของการผจญภัย 

ธนาธรเล่าว่า การผจญภัยของเขาเริ่มต้นอย่างเรียบง่ายด้วยการออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง แต่เมื่อเขาทำกิจกรรมกลางแจ้งได้สักพัก ก็ค้นพบว่าร่างกายของเขามีศักยภาพอีกมากมายที่เขาไม่เคยรู้ การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพจึงเปลี่ยนไปอยู่ในรูปแบบของ “การแข่งขัน” หลากหลายรายการ ทั้งไตรกีฬา การวิ่งเทรล 50 กิโลเมตรและ 100 กิโลเมตร ไอรอนแมน และเพิ่มระดับความยากขึ้นไปเรื่อย ๆ เพื่อเอาชนะตัวเองให้ได้ 

“พอทำได้ เราก็รู้สึกว่ายังไม่พอ เราไปได้มากกว่านี้ ก็เลยไปวิ่งที่รายการต่างประเทศ ที่ทะเลทรายโกบี ทะเลทรายซาฮาร่า แล้วก็ไปจบที่อาร์กติก ซึ่งเป็นรายการ 560 กิโลเมตร ซึ่งการจัดอันดับของ Redbull ก็จัดอันดับรายการวิ่งนี้ไว้ว่าเป็น 1 ใน 20 รายการที่ยากที่สุดในโลก เราก็ไปสำเร็จมา เราเป็นคนไทยคนแรกที่วิ่งรายการนี้จบ” ธนาธรเล่าอย่างภูมิใจ 

หลังจากคว้าความสำเร็จครั้งหนึ่งได้ เขาก็ยิ่งกระหายอยากได้ความสำเร็จที่ใหญ่กว่า นั่นเป็นเหตุผลที่ธนาธรเริ่มหันไป “ปีนผา” ซึ่งเขาบอกกับเราว่า นี่คือประตูบานแรกที่นำเขาไปสู่ “การผจญภัย” อย่างแท้จริง และนำพาเขาไปเยือนยอดเขามากมายบนโลกใบนี้ ทั้งในนิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศแถบยุโรป 

“เสน่ห์ของมันไม่ใช่แค่การท้าทายเพียงอย่างเดียว คือพอเราไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ และส่วนใหญ่คนที่เล่นกีฬาแบบนี้ก็มักจะอยู่คนเดียวหรืออยู่กับเพื่อนคนสองคน ทำให้มันมีพื้นที่ มีเวลาในการพูดคุยถกเถียงกับตัวเอง ถกเถียงกับพระเจ้าของตัวเอง ได้สำรวจตัวเอง ได้ใช้ชีวิตอย่างพึ่งพาตัวเอง ผมว่านั่นเป็นเสน่ห์หนึ่ง เสน่ห์อีกอย่างของมันก็คือมันสอนให้เราวางแผน การไปแต่ละครั้งมีการวางแผนเยอะมาก” ธนาธรตอบคำถาม 

นอกจากนี้ กิจกรรมการผจญภัยที่ธนาธรไปสัมผัสก็ยังได้มอบ “ปรัชญาการใช้ชีวิต” ให้เขาเช่นกัน ปรัชญาข้อแรกคือการมีวินัย เพราะทุก ๆ การผจญภัย คือการซ้อมและเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ และสองคือ มันสอนให้เขากล้าเสี่ยง

ถ้าคุณไม่กล้าเสี่ยงที่จะก้าวเท้าออกไป ไม่กล้าเสี่ยงทำสิ่งที่มันท้าทาย คุณจะไม่ได้รับความสำเร็จเลย ความสำเร็จเกิดจากคนที่กล้าทำในสิ่งที่คนไม่ทำ คนที่เชื่อว่ามันมีความเป็นไปได้อื่น ๆ และเริ่มทำมันจริง ๆ มันสอนอะไรเราอีก มันสอนให้เราใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า พอคุณอยู่ในวินาทีความเป็นความตาย ชีวิตมันมีความหมาย ถ้าคุณไปอยู่บนป่าเขา พายเรือข้ามอ่าวไทย เรือคุณลอยอยู่คนเดียว มันมีความรู้สึกกลัวตายขึ้นมาจริง ๆ” ธนาธรเล่า

พิสูจน์ตัวเอง 

ธนาธรแบ่งระยะการออกกำลังและการผจญภัยของตัวเองเป็น 3 ช่วง โดยช่วงแรก คือช่วงที่เขาบอกว่า “ทรมานมากที่สุด” และตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอว่าทำไมต้องเอาตัวเองไปลำบากขนาดนั้น ช่วงที่สองคือ ช่วงที่ร่างกายและจิตใจของเขาสมบูรณ์มากที่สุด ถือเป็นช่วงเวลาพิสูจน์ขีดจำกัดของตัวเอง และธนาธรก็เชื่อว่าถ้าตั้งใจทำจริง ๆ ยังไงก็ต้องทำสำเร็จ ทว่าในช่วงที่สาม ซึ่งเป็นเวลาปัจจุบันนี้กลับแตกต่างออกไป

“ช่วงนี้น่าจะเป็นระยะที่สาม ก็คืออะไรก็ยากไปหมด ไปยุโรปสองรายการก็ไม่จบ ผมเห็นชัดเลยว่าใจตัวเองเล็กลงไปเยอะ จากแต่ก่อนที่เข้าไปแข่งในรายการใหญ่ ๆ เราจะมีความรู้สึกว่ายังไงก็ต้องเข้าเส้นชัยให้ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ต้องเดินเข้าเส้นชัยให้ได้ แต่แข่งรอบนี้ ผมรู้สึกเลยว่าผมไม่มีแรงผลักดันหรือไม่มีกำลังใจขนาดนั้น ถามว่าร่างกายพร้อมไหม ผมว่ามันอยู่ในความพร้อมระดับที่จบได้ แต่ที่ผมขาดไปในรอบนี้คือพลังใจที่แน่วแน่เหมือนครั้งนั้น” 

งานการเมืองเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ธนาธรรู้สึกว่า ความแน่วแน่ในการเอาชนะตัวเองถดถอยลงไป เนื่องจากไม่มีเวลาได้ลงแข่งขันในรายการวิ่งที่เขาเคยเข้าร่วมอยู่เสมอ ทำให้ไม่มีเวลาซ้อมและฟิตร่างกาย แต่ในทางกลับกัน ตอนนี้เขากำลังสนุกกับการทำงานการเมืองเป็นอย่างมาก เพราะในที่สุดเขาก็ได้แสดงฝีมือในการบริหาร หลังจากคณะก้าวหน้าได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้บริหารเทศบาลจำนวน 16 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งผ่านมาแล้วกว่า 6 เดือน ธนาธรและคณะก้าวหน้าก็ได้ทุ่มเทพลัง ความรู้ และความสามารถ จนได้ผลลัพธ์และความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ 

“จำได้ไหมครับ สมัยก่อนคนชอบพูดว่า “พูดไม่เห็นทำเลย” “ทำได้จริงหรือเปล่า” สมัยที่ผมเป็นนักธุรกิจ ผมเชื่อว่านักธุรกิจอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ผมคิดว่าผมก็ไม่แพ้ใครเหมือนกัน ผมมั่นใจในศักยภาพและทักษะการบริหารของตัวเองอยู่พอสมควร แต่มันไม่เคยได้ใช้ ดังนั้น ถ้าถามว่าผมท้อถอยเหมือนวิ่งมาราธอนไหม ผมว่าไม่ ผมคิดว่าตอนนี้อยู่ในช่วงสนุกสุด ๆ กับการผลักดันการเปลี่ยนแปลงในระดับท้องถิ่น” ธนาธรกล่าว 

งานการเมืองของคนรักความเสี่ยง 

“การทำงานการเมืองเหมือนการผจญภัยเหล่านี้ยังไง ผมว่าหนึ่งอย่างที่เหมือนกันคือ ถ้าเราจะเปลี่ยนแปลงสังคมให้ไปในทิศทางที่เราฝันอยากเห็น ให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย ให้คนไทยมีสวัสดิการที่เท่าเทียม ให้บริการสาธารณะของรัฐเป็นสิทธิ์ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ถ้าอยากปฏิรูปกองทัพให้มาอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน มีการเคารพสิทธิมนุษยชน อยากเห็นสิ่งแวดล้อมที่ดี ประเทศไทยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผมว่าสิ่งเหล่านี้ใจร้อนไม่ได้ ผมบอกเสมอว่ามันเป็นการเดินทาง อย่าไปคิดว่าสิ่งที่เราฝัน เป้าหมาย หรือประเทศไทยที่เราอยากให้เป็น สามารถสร้างได้ภายในการเลือกตั้งครั้งเดียว” 

ธนาธรระบุว่า การทำงานการเมืองที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นจึงไม่ใช่การวิ่ง 100 เมตรชาย แต่อาจจะเป็นการวิ่งเทรล ที่ต้องใช้เวลาและความอดทนเพื่อจะทำให้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม ก็คงไม่ใช่ “ทุกคน” ที่จะเข้ามาทำงานการเมืองและทำกิจกรรมผจญภัยอย่างการวิ่งเทรลหรือปีนเขาเหมือนธนาธรได้ เพราะทั้งสองสิ่งข้างต้นล้วนแล้วแต่ต้องใช้ “เงิน” และ “ความมั่นคงในชีวิต” 

“คุณจะทำงานการเมือง สร้างสังคมที่ดี โดยไม่หวังผลตอบแทน โดยไม่หวังลาภยศชื่อเสียง โดยไม่ทุจริตคอรัปชั่น ไม่มีเงินก็ทำไม่ได้ คุณต้องมีเงิน ชีวิตคุณต้องมั่นคงขนาดที่ว่าคุณไม่ต้องดิ้นรนกับค่าเล่าเรียนของลูก” ธนาธรชี้ 

แม้ว่าการผจญภัยและการทำงานการเมืองต่างก็มี“ความเสี่ยง” และต้องแลกกับอะไรมากมาย แต่ธนาธรก็ยืนยันว่านี่คือ “ทางเลือก” ที่เขาได้เลือกแล้ว เขาไม่เชื่อในพรหมลิขิต หากแต่เชื่อในความพยายาม และการผลักดันเส้นของความเป็นไปได้ ซึ่งเขาเรียกมันว่า “ความหวัง” โดยเขาย้ำว่า หากชีวิตมีแต่ความกลัว ก็คงจะไม่มีทางไขว่คว้าดวงดาวได้เลย 

งานการเมืองไม่ใช่ความหรูหราของชีวิต  

แม้การเดินทางไปผจญภัยในต่างประเทศจะเป็น “ความหรูหราของชีวิต” แต่ธนาธรก็ชี้ว่า การออกกำลังกายให้ร่างกายมีสุขภาพดี รวมทั้งการท้าทายร่างกายและจิตใจของตัวเองนั้น ทุกคนสามารถทำได้ เช่นเดียวกับงานการเมืองที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน ก็สามารถร่วมกันสร้างสังคมที่มีคุณภาพได้เช่นกัน 

“คุณกล้าแสดงจุดยืนทางการเมืองในที่สาธารณะหรือเปล่า นี่เป็นเรื่องง่าย ๆ คุณเจอโพสต์ที่ตรงกับจริตทางการเมืองของคุณ สอดรับกับอุดมการณ์สังคมที่คุณอยากเห็น คุณกล้ากดไลก์ กดแชร์ แล้วเขียนข้อความสนับสนุนเรื่องนั้นหรือเปล่า” ธนาธรตั้งคำถาม 

“คุณไม่จำเป็นต้องตั้งพรรคการเมืองเหมือนกับผม แต่คุณสามารถร่วมเดินทางไปด้วยกันได้ ทำให้การทำงานทางการเมืองอยู่ในชีวิตประจำวัน เคยคุยกับเพื่อนร่วมงานหรือเปล่า เคยคุยกับสมาชิกในครอบครัวหรือเปล่า ผมคิดว่ามีอะไรหลายอย่างที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้เงิน ผมยังยืนยันอีกครั้งว่าการเมืองอยู่ในทุกมิติของชีวิต ถ้าคุณยิ่งไม่สนใจการเมือง ยิ่งคิดว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ ไม่มีเสรีภาพ คุณก็จะไม่เรียกร้องถึงชีวิตที่ดีกว่า คุณถึงยอมรับการกดขี่และการเอาเปรียบจากชนชั้นนำอยู่ร่ำไป ดังนั้น การทำงานการเมือง การช่วยกันผลักดันถึงสังคมที่ดีกว่า ไม่ใช่ความหรูหราในชีวิต แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนทำได้” ธนาธรกล่าวปิดท้าย

Next Post

SonicWall: 'ประกาศถึงวิวัฒนาการทางแพลตฟอร์มที่ใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการของทางบริษัท' ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มผลิตภัณฑ์คลาวด์ เวอร์ชวล และฮาร์ดแวร์เข้าด้วยกัน

สิงคโปร์ – 18 พฤศจิกายน 2564 – (ACN Ne […]

คุณอาจชอบ